ต้นแบบชีวิตคิดบวก

กระทู้นี้ประกอบด้วย 1 ข้อความตอบกลับ มี 2 voices และอัปเดตครั้งสุดท้ายโดย รูปประจำตัวของ หนูนา หนูนา 1 ปี, 7 เดือน มาแล้ว

Viewing 2 posts - 1 through 2 (of 2 total)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #622
    รูปประจำตัวของ Aoh Apache
    Aoh Apache
    ผู้เข้าร่วม

    เด็กสาววัย 14 ประสบอุบัติเหตุสูญเสียทั้งสองขา ผ่านไป 4 ปี ดีกรีความสุขของเธอกลับพุ่งสูงขึ้น ด้วยมุมมองการใช้ชีวิตแบบคิดบวก

    "ธัญย์" ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ กับคุณพ่อ (ภาพ : อนันต์ จันทรสูตร์)

    เพราะความสุขของคนเราขึ้นอยู่กับมุมมองของการใช้ชีวิต หากมัวแต่มองชีวิตเฉพาะในส่วนที่ล้มเหลว พลาดหวัง ชีวิตก็คงไร้ซึ่งความสุข แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากคนเรามองชีวิตในด้านบวก และมองเห็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตแต่ละวัน แล้วเลือกที่จะมองข้ามส่วนที่ผิดพลาดล้มเหลว หรืออุปสรรคไป ชีวิตของคุณจะมีคุณค่า และมีความสุขมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนอย่างสาวน้อยผู้นี้

    หลายคนคงจะทราบข่าวชีวิตพลิกผันของ “ธัญย์” ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ กันมาบ้างแล้ว จากเด็กสาววัย 14 ที่เผชิญมรสุมชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุถูกรถไฟฟ้าสิงคโปร์ทับเมื่อ 4ปีที่ผ่านมาทำให้เธอสูญเสียขาทั้งสองข้าง แต่นั่นไม่ได้ส่งผลให้ความสุขของเธอลดลง ตรงกันข้าม ดีกรีความสุขกับพุ่งสูงขึ้นมาพร้อมกับมุมมองการใช้ชีวิตแบบคิดบวก

    ปัจจุบัน น้องธัญย์ กลายเป็นวิทยากรอิสระ ซึ่งถูกรับเชิญไปบรรยายให้กำลังใจแก่กลุ่มคนต่างๆที่ต้องการแรงบันดาลใจจากเธอ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือภาคเอกชน ในศูนย์การค้าต่างๆ ล่าสุด ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ให้คนหันมาออกกำลังกาย ในรูปแบบการเป็นพรีเซ็นเตอร์ สปอร์ตโฆษณาชุด วิ่ง สู่ชีวิตใหม่ โดยเป็นตัวแทนของผู้ที่สูญเสียขาแต่ยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย

    “ครั้งแรกที่มีคนติดต่อมา คิดว่าคงทำไม่ได้หรอก เพราะคอนเซ็ปต์ ต้องวิ่ง เป็นเรื่องยากสำหรับเรา เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการวิ่ง นอกฟิตเนส ไม่ได้เป็นทางเรียบเหมือนกับลู่วิ่งบนเครื่องที่เป็นทางเรียบตลอดเวลา สถานที่จริงมีทั้งทางราบ สเตปเยอะมาก การรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ครั้งนี้จึงเท่ากับว่า เราชนะใจตนเอง รู้สึกดีใจ ที่สามารถทำ ต้องยอมรับว่าเหนื่อยมาก จนบางครั้งร้องไห้ แต่ด้วยกำลังจากทุกคนในครอบครัว และคนรอบข้าง ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้”

    {เติมชีวิตให้คิดบวก}

    เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ถึงมุมมอง แนวคิดที่ทำให้ ณิชชารีย์ สามารถลุกขึ้นมามีพลังในการดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เธอ มองว่า สิ่งสำคัญเกิดจากการปลูกฝังแนวคิดเชิงบวกของคุณพ่อกิตติ์ธเนศ บวกกับเป็นคนที่มีอุปนิสัยร่าเริงอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยเครียดกับปัญหาที่เข้ามา แม้ว่าจะรู้สึกแย่ แต่ก็สามารถจะปรับตัวได้เร็ว จากการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ความคิดบวก ส่งผลให้ เธอมีสุขภาพกายใจเต็ม 100 เพราะออกกำลังสม่ำเสมอ ส่วนสุขภาพใจเรียกได้ว่าเกิน 100 เนื่องจากทำกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มพูนกำลังใจอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างการเป็นวิทยากรรับเชิญในการนำเสนอวิธีคิดเชิงคิดบวกในการสร้างกำลังใจแก่บุคคลกรต่างๆ ไม่ว่าเป็นนักเรียน นักศึกษา รวมถึง ระดับผู้บริหาร

    เธอ เล่าว่า ทุกครั้งที่ไปคุณพ่อจะไปด้วยเสมอเสมือนเป็นโค้ช คอยแนะวิธีการพูดให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังว่าควรจะพูดในลักษณะไหน ตรงนี้ถือเป็นทางลัดในการเรียนรู้ที่ดีเพราะไม่มีประสบการณ์ตรงนี้มาก่อน แต่จากประสบการณ์จริงและการสั่งสมข้อมูลจากการอ่านหนังสือเชิงจิตวิทยา ส่งผลให้เธอได้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเชิงบวกเพิ่มขึ้น ที่สำคัญเป็นการให้กำลังใจตนเองซึ่งถือเป็นผลพลอยได้ที่คุ้มค่า ส่งผลให้กลายเป็นคนกระตือรือร้นมากขึ้น

    สำหรับแรงบันดาลใจในการมองโลกในแง่บวกส่วนหนึ่งมาจาก “พันโทหญิง ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา รัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นหญิงเหล็ก เชื้อสายไทยที่เคยเป็นนักบินหญิงในกองทัพอากาศสหรัฐ ผ่านสงครามอิรัก ถูกยิงเครื่องบินตก กลายเป็นคนพิการที่ต้องใช้แขนและขาเทียม แต่ได้รับการยอมรับ เป็นไอดอลในดวงใจของน้องธัญย์ ฝันไว้ว่าอยากจะได้รับการยอมรับเหมือนกับหญิงเหล็กคนนี้

    “ เพราะเรามีความพิการในระดับเดียวกัน สูญเสียขาเหมือนกัน แต่เขามีกำลังใจดีมากจนสามารถกลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา รัฐอิลลินอยส์ อนาคต ธัญย์ อยากเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำต่างๆเพราะเป็นสิ่งที่ชอบและถนัด จากเดิมที่คิดว่าจะเป็นหมอ ที่สามารถรักษาคนได้โดยตรง แต่พอคิดได้ว่า ศาสตร์วิชาอื่นก็สามารถที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้เช่นกัน เพียงแค่เราเลือกที่จะใช้แบบไหนที่เราถนัดมากกว่า”

    หลังจากตั้งเป้าหมาย ที่อยากจะเป็นแล้ว ขั้นตอนแรกเธอจึงเริ่มต้นจากการตั้งใจเรียนก่อนเพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า หากมีโอกาส น้องธัญย์ อยากไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ มุมมองจากเพื่อนต่างชาติ แลกเปลี่ยนทัศนคติ ฯลฯ เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เพราะจากประสบการณ์ไปเที่ยวต่างประเทศทำให้เธอได้มุมมองที่แปลกใหม่ทุกครั้ง

    แต่สิ่งที่เธอ อยากให้เกิดในประเทศไทย ก็คือ การอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ใช้วิลแชร์ เหมือนในต่างประเทศในทุกๆที่ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สถานที่ท่องเที่ยว ระบบคมมนาคมขนส่ง จะช่วยให้ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้อยากให้สังคมไทยเปิดโอกาสให้คนพิการได้ใช้ชีวิตได้ทัดเทียมกับคนทั่วไปจะทำให้เขาไม่รู้สึกความแปลกแยก

    “ ทุกวันนี้ไม่ได้นั่งวิลแชร์บ่อยเพราะใส่ขาเทียมแล้ว แต่ด้วยความที่ออกกำลังกายหนัก เพราะเข้าฟิตเนสทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง ทั้งเดินบนลู่วิ่ง ซิทอัพ วิดพื้น ยกเวท ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เวลาเดินจะสามารถ เดินได้ตามปกติไม่เอียงไปมา ตรงนี้ถูกฝึกมาตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลให้ยกเวท 2-3 กิโล วิดพื้น หนักมาก ตอนแรกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำ แต่พอทำแล้วรู้ว่ามันดีต่อกล้ามเนื้อมาก”

    {พลิกมุมคิดชีวิตเปลี่ยน}

    แม้ว่าณิชชารีย์ จะมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตจากร่างกาย แต่เธอพยายามเอาชนะข้อจำกัดเหล่านั้น เช่น การเล่นแบดมินตัน แสดงให้เห็นว่า ข้อจำกัดด้านร่างกายไม่ได้มีผลต่อการใช้ชีวิตของเธอ

    “ อยากบอกกับทุกคนว่า ให้กล้าลงมือทำในสิ่งที่ฝันไว้ให้ดีที่สุดเพราะว่า ในช่วงชีวิตของคนเรา ไม่มีใครรู้หรอกว่า อะไรจะเกิดขึ้นสานความให้เป็นจริงอย่างธัญย์แม้ว่าจะสูญเสียขา แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะสานความฝันให้เป็นจริง เพราะเชื่อว่าได้ผ่านบททดสอบที่หนักมาแล้ว”

    ความฝันที่จะก้าวมาเป็นผู้ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกเหมือนกับ นิค วูจิซิค ชาวออสเตรเลียที่เกิดมาไม่มีแขน มีเพียงขาสั้นๆ และนิ้วโป้งที่โผล่มาเพียงสองนิ้วจบในระดับปริญญาตรี ด้านการค้า เอกการวางแผนด้านการเงินและบัญชีกลายเป็นนักเขียนชื่อดัง ที่ยอดขายถล่มทลาย

    “จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยคิดว่า ตนเองจะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ แต่เหมือนประสบการณ์สอนให้สามารถที่จะมีเรื่องเล่าที่สามารถช่วยสร้างกำลังใจคนอื่นได้ ถือเป็นสิ่งที่เราอยากต่อยอด และในอนาคต ถ้าเราได้มีโอกาสจะทำให้ถึงระดับประเทศ เพราะทุกครั้งที่พูดออกไปแล้วรู้สึกมีความสุข ที่คนที่ฟังสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ โดยเฉพาะคนที่กำลังต้องการกำลังใจ สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะจากครอบครัว และกำลังใจจากใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่เราสร้างได้ด้วยตนเอง”

    ส่วนความทุกข์ ในมุมมองของเธอ แนะว่า ให้กันไปมองอีกด้านหนึ่งของความทุกข์ เพราะทุกเรื่องล้วนมีสองด้านถ้ามองให้ดีมันก็ดี ถ้ามองไม่มีดีมันก็ไม่ดี ดังนั้นพยายามกลับเหรียญให้เป็นอีกด้านหนึ่ง เพราะการมองโลกเชิงบวกจะทำให้ชีวิตบวกตามไปด้วย ทว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้น้องธัญย์ ก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะคุณพ่อ กิตติ์ธเนศ ที่มีสไตล์การเลี้ยงลูกที่แตกต่างจากพ่อคนอื่น กล่าวคือ จะไม่ขีดกรอบ หรือมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของลูกๆ จะปล่อยลูกฝึกที่จะตัดสินใจและลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเอง

    “ไม่ว่าเป็นที่เรียน การซื้อหนังสือ ธัญย์ต้องเดินไปเลือกซื้อด้วยตนเอง ยิ่งเมื่อใส่ขาเทียมก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงคุณค่าในการทำกิจกรรมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการซื้อหนังสือ การเดินไปเรียน เพราะทุกครั้งที่เดินจะเจ็บขา ตรงนี้ ทำให้เรารับรู้ถึงคุณค่าของการที่จะได้มาในแต่ละสิ่งและอย่าง เกิดความมุ่งมั่นในการลงมือทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ แทนที่จะรอให้คนอื่นมาช่วย”

    {กายคิดจิตกำหนด}

    ขณะเดียวกันคุณพ่อกิตติ์ธเนศ เป็นเอกชนะศักดิ์ เล่าว่า หลังจากอุบัติเหตุจะสอนลูกสาวเสมอว่า อย่าคิดว่าตนเองพิการ ถ้าเราอยู่กับสภาพสังคมได้ตามปกติ เราไม่ใช่ผู้พิการ อีกอย่างหนึ่งอวัยวะที่เราสูญเสียไปก็คือขา มันไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิต เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทนได้ ถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการกระตุ้นจิตใต้สำนึกของลูกค้าให้คิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะต้องลุกขึ้นมาเดินได้ตามปกติ หลังจากที่ฟื้นตัวธัญย์ ก็เริ่มทำกายภาพทันที ทำไมจะเดินไม่ได้ ในเมื่อฝึกเดินทุกวัน แต่ไม่จำเป็นต้องหักโหม สุดท้ายจะสามารถเดินได้ดีหรือดีกว่าคนที่ขาปกติ

    “คนเราทุกคนเหมือนกันหมด พอคลอดออกมาก็ตั้งฝึกเดิน ไม่ใช่ เกิดมาปุ๊ปเดินได้ทันที ฉันใดก็ฉันนั้น ธัญย์จะต้องฝึกที่เดินใหม่อีกครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่กับอุปกรณ์ที่จะมาช่วยให้เดินได้ เพราะต่อให้วิเศษขนาดไหน แต่ถ้าตัวเรายอมแพ้ซะแล้วก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

    สมัยที่ลูกยังเล็ก คุณพ่อกิตติ์ธเนศ จะพาไปเรียนรู้ธรรมชาติเสมอๆ เพราะมีความเชื่อว่าการที่เด็กๆเรียนรู้จากธรรมชาติ จะทำให้เด็กมีอีคิว ส่วนไอคิวให้ไปเรียนในห้องเรียน ทุกครั้งที่ปิดเทอมจะตะล่อนพาลูกไปเที่ยวต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ อีสาน กรุงเทพฯ เพื่อเรียนรู้และสัมผัสสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง

    “ เวลาที่ครูถาม เขาสามารถยกมือออกไปพรีเซ็นหน้าชั้นเรียนได้ สมัยก่อนธัญย์เรียนไม่เก่ง เขาก็ถามพ่อว่าทำอย่างไรถึงเรียนเก่ง ผมก็บอกเขาว่า ให้อ่านหนังสือเรียนที่มีไปก่อนที่จะเรียน พอครูสอน ถ้าไม่เข้าใจให้ยกมือถาม จากที่สอบได้ที่ 38 ขยับมาที่ 11 ขยับมาที่ 2 และเป็นที่ 1 ในที่สุด ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า เรียนเก่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกคน ถ้าทำทุกวันมันจะเกิดความชำนาญ พอทำต่อไปเรื่อยๆจะกลายเป็นความเชี่ยวชาญ เหมือนนักวิทยาศาสตร์เก่ง เพราะเขาทดลองแล้วทดลองอีก”

    สไตล์การเลี้ยงลูก ตามแบบฉบับของ คุณพ่อกิตติ์ธเนศ จะฝึกให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะล้มลุกคลุกคลานตามธรรมชาติแทนที่ไปช่วยเหลือ จะทำให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเอง พร้อมกันนั้นก็เปิดกว้างด้านความคิด ซึ่งจะแตกต่างจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายส่วนใหญ่ ที่ชอบไปลิขิตชีวตลูกหลาน เช่น เห็นลูกเรียนเก่งก็ผลักดันให้ลูกเรียนหมอ หรือบังคับให้ทำโน่นทำนี่ แทนที่ปล่อยให้คิดตัดสินใจเอง

    “ปรัญญาชีวิตของผมมีอยู่ 2 ข้อ ข้อที่หนึ่งใครทำมาหากินเก่งกว่ากัน ข้อที่สองอยู่ในสังคมได้ โดยที่เพื่อนไม่รังเกียจ เพราะไม่เอาเปรียบสังคม รู้จักการให้ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม ผมสอนลูกเสมอว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งแต่เรียนจบมาสามารถมาหากินหาเงินได้ อยู่ในสังคมได้ก็พอแล้ว” คุณพ่อกิตติ์ธเนศ กล่าวทิ้งท้าย

    ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20140316/568578/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%81.html

    • กระทู้นี้ถูกดัดแปลง 3 ปี, 6 เดือน มาแล้ว โดย รูปประจำตัวของ Aoh Apache Aoh Apache
    • กระทู้นี้ถูกดัดแปลง 3 ปี, 6 เดือน มาแล้ว โดย รูปประจำตัวของ Aoh Apache Aoh Apache
    #756
    รูปประจำตัวของ หนูนา
    หนูนา
    ผู้เข้าร่วม

    This reply has been reported for inappropriate content.

    เก่งมากเรยค่ะ :good: :good: [url=https://www.gclub18.com]จีคลับ[/url] 

     

     

    • ข้อความตอบกลับนี้ถูกดัดแปลง 1 ปี, 7 เดือน มาแล้ว โดย รูปประจำตัวของ หนูนา หนูนา
    • ข้อความตอบกลับนี้ถูกดัดแปลง 1 ปี, 7 เดือน มาแล้ว โดย รูปประจำตัวของ หนูนา หนูนา
Viewing 2 posts - 1 through 2 (of 2 total)

คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับกระทู้นี้

เข้าระบบ

ลืมรหัสผ่าน?